“ไวรัสซิกา” หญิงตั้งครรภ์ยังต้องระวัง

ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะมีโรคติดต่อใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จากอดีต เช่น โรคไข้หวัดนก  โรคชิคุนกุนยา  มือเท้าปาก ไข้เลือดออก จนถึงไวรัสเมอร์ส (MERS) และไวรัสซิกา (Zika Virus) ที่เพิ่งระบาดรุนแรงในหลายประเทศเมื่อเร็วๆนี้  เชื้อโรคติดต่อเหล่านี้อาจเกิดจากสภาพดินฟ้าอากาศ  ที่ผิดเพี้ยนไปจากในอดีตรวมถึงภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดพาหะนำโรคมากขึ้น


36-1.png


ไวรัสซิกา (Zika Virus) เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเฟลวิไวรัส (Flavivirus) ลักษณะคล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง  ไวรัสเดงกี  ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก รวมทั้งไวรัสเวสต์ไนล์ ที่เป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ และเชื้อไข้สมองอักเสบจีอี   ทั้งหมดเกิดจากยุงลายเป็นพาหะ  แม้จะยังไร้วัคซีนป้องกัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 7 วัน  อาการที่พบบ่อย  ได้แก่  มีไข้  ออกผื่น  ตาแดง  ปวดข้อ  ปวดบวม  ปวดหลัง  อาจมีอาการอื่น ๆ ได้ เช่น  อ่อนเพลีย  ปวดศีรษะ  ต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง  ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ทำให้มีสมองเล็ก (Microephaly) หรือ มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์


36-2.jpg


36-3.pngในช่วงปี 2558 โรคนี้ได้ระบาดหนักในแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศบราซิล ที่การระบาดรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์ยังรุนแรงไม่หยุด ทำให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ  สำหรับประเทศไทยก็พบผู้ติดเชื้อในหลายจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นหนึ่งในโรคติดต่อ ที่ต้องแจ้งความ ดังนั้นได้เวลาแล้วที่เราควรจะทำความรู้จักกับเจ้า เชื้อไวรัสซิกากันแบบจริงจัง แม้จะยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว แต่ก็ไม่ควรละเลย


การตรวจวินิจฉัยโรค การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโดยการตรวจเลือด ผู้ป่วยในระยะเฉียบพลันเพื่อตรวจหาสายพันธุกรรมของไวรัสซิกา ส่วนการตรวจหาแอนติบอดีไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากมีผลบวกสูงและสามารถส่งเลือดมาตรวจได้ที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  รวมทั้งคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


การรักษา ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะโรค  เพียงแต่รักษาตามอาการ  

การป้องกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำวิธีป้องกันไวรัสซิกาแก่ประชาชน  คือ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”   ได้แก่


36-4.jpg



1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง



36-5.jpg



2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง



36-6.jpg



3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่



เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา รวมทั้งการกำจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ทายากันยุง นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า  จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

แม้ว่าไวรัสซิกาในไทยไม่มีการระบาดหรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่ไม่ควรประมาท ทั้งนี้ อยู่ที่ตัวของเราเองที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี ยิ่งถ้าหากใครที่ไม่อยากเจ็บป่วยทีหลังก็อย่าได้ชะล่าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์  อย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เมื่อมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ ขอให้รีบเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิที่เลือกไว้ การรักษาอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศที่สะดวก หรือโทร 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย : สำนักงานประกันสังคม
ข้อมูลบางส่วนจาก  www.thaihealth.or.th,   http://health.kapook.com